The Art of Applying for a job

posted on 28 Jul 2006 15:36 by kensai

ชีวิตตระเวนหางานช่างวนเวียนจนแทบจะยกให้เป็นศิลป์อย่างนึงได้แล้ว (เพราะคนเขียนมันบ้า)

เป็นศิลปะที่น้อยคนจะเข้าถึงจริงๆจนกว่าจะได้สมัครงาน สัมภาษณ์งานเป็นหลายๆสิบที่

ที่พล่ามนั่นไม่ใช่อะไรหรอก จะแชร์เรื่องการสมัครงานของตัวเองให้ฟัง

อย่างแรกที่อยากให้ทำก่อนเลย คือ เอาหนังสือสอนการสัมภาษณ์งานทิ้งไปได้เลย

อย่างถัดมา คือ ถ้าใครมีแผ่นCDที่แจกในงานของjobsdbให้โยนทิ้งไปเลย คนที่ทำflashเรียงข้อเรียงคำตอบได้ประหลาดมาก

อย่างที่สาม คือ เริ่มเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เปิดใจเข้าไว้

อย่างสุดท้ายก่อนเริ่ม คือ ใช้วิจารณญาณให้มากและต้องรู้จักปรับนำไปใช้ให้ถูกต้องถูกสถานที่

มาว่ากันอย่างแรก

เลือกตัวงาน

ถึงวันนี้แล้ว ถ้าใครอยู่ชั้นมัธยมต้น จงมองสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นให้มากที่สุด สิ่งนั้นทำให้เราเลือกสายได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับบางบ้านจะชอบนิยมส่งลูกชายเรียนวิทย์ - คณิต ลูกสาวเรียนศิลป์ - ภาษา จริงๆคนที่เลือกดีที่สุดคือเราเองแต่ก็สำคัญในวิชาที่จะได้เรียนด้วยเพราะบางคนอยากทำงานของสายคณะวิทยาศาสตร์แต่ทะลึ่งเรียนศิลป์ - ภาษา หรือคำนวณก็มี แล้วแบบนี้อนาคตจะทำอย่างไรเมื่อเจอข้อสอบความรู้ด้านคณิต แคลคูลัสแบบสูงๆ

ถ้าอยู่ชั้นมัธยมปลาย การเลือกสายผ่านพ้นไปแล้ว ถึงเวลาเลือกอาชีพอย่างจริงจังได้แล้ว งานนี้ไม่ใช่ง่ายๆ แต่หากผิดพลาดจากการเลือกสายก็ถึงเวลาศึกษาวิชาที่ขาดหายไปได้แล้ว สำหรับสถาปัต สถาปิก ถึงเวลาเรียนวาดเส้นแล้วครับ จะไปตอนใกล้จะadmissionหัวขาดก็ได้นะครับแต่ลำบากกว่าคนที่เตรียมตัวก่อน

สำหรับคนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว ถึงเวลาสำรวจแล้วครับว่าคณะ สาขาวิชาที่เรียนนั้นเราพอใจหรือเปล่า พอใจแล้วจะไปเป็นอะไรในสาขาวิชานี้ บางคนอาจจะบอกว่าจบแล้วทำงานไม่ตรงสาย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ง่ายนะครับ บางบริษัทบางที่เค้ารับแต่คนจบตรงสาย เช่น งานวิศว(แหงเด่ะ) แต่สำหรับงานของสายภาษาส่วนใหญ่ก็จะรับทุกสายยกเว้นว่าต้องการความรู้ที่จะแปลให้ตรงกับงานเฉยๆ สายภาษาน่าน้อยใจจังทุกคณะแย่งได้สบายถ้าเค้าได้ภาษาพอๆกับสายภาษาอย่างเราจะลำบากถ้ามองงานด้านภาษาไว้ งานนี้บางบริษัทที่เลือกแต่ตรงสายในบางงานคิดว่าเค้าใจแคบไปนิดนึงเพราะบางคนทำงานเลขานุการไป10ปีเพิ่งจะรู้ว่าอยากทำงานบรรณาธิการหนังสือมากกว่า เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นการฝืนว่าเรียนแล้วทำงานไม่ตรงสายก็ได้เป็นการปิดกั้นตัวเองหรือหลอกตัวเองหรือไปหลงเชื่อคนบางคน สถาบันบางแห่งมากกว่า

สิ่งที่จะประกอบการค้นพบตัวเองอีกอย่างคือความถนัดด้วย อย่ามองข้ามควมถนัดมักเป็นสิ่งที่เราชอบแม้ไม่เสมอไปแต่ก็รู้ตัวไว้ก็มีประโยชน์เช่นกัน

แต่ถึงเราจะไม่ได้ทำตามทั้งหมดที่ผ่านมา ก็อย่าไปกังวลครับ เพราะที่พิมพ์มาซะยืดยาวมีความหมายเดียวคือ "ค้นหาตัวเองก่อนสมัครงาน" แต่ถ้าค้นไม่ออกก็ต้องลุยกันไปข้างนึง

แต่ถึงกระนั้นถ้างานไม่ตรงสายอย่าตกใจหรือเสียใจ มันเกิดขึ้นได้จริงๆ และบางคนก็ไปได้ดีกับงานนั้นด้วย เพราะการค้นพบตัวเองเน้นประสบการณ์มากกว่านึกในใจอย่างเดียว

ความเข้าใจในลักษณะงานคือสิ่งที่ควรรู้เช่นกัน รู้ว่าความรับผิดชอบของงานมีอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง พอใจกับมันไหม อย่ามองแค่ชื่อว่าหรู

หากไม่รู้ไม่เป็นไรเพราะอย่างแรกคืออาชีพที่อยากเป็นก่อนนั่นแหละ

ถัดมาองค์กรนั้นๆที่เราจะไปสมัคร

องค์กรสำคัญนะครับ งานที่เราชอบแต่องค์กรไม่ดีอาจเปลี่ยนทรรศคติให้เราลบกับงานได้

นึกก่อนเลยว่าเราอยากได้องค์กรแบบไหน เล็ก/ใหญ่ หรู/ไม่หรู

องค์กรทำเกี่ยวกับอะไร office hour ที่ตั้ง สังคม ฯลฯ จำเป็นไม่ใช่เอาแต่ทำๆไปก่อน นั่นเอาไว้สำหรับได้แล้วแต่ต้องการเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นครับ แหม แต่ก็ยกเว้นว่าหางานมาแรมปีก็อีกเรื่องครับ

เมื่อครบองค์ประกอบแล้วก็ถึงเวลาสมัครงาน ค้นหาจากในเนทหรือในสื่ออื่นๆก็ได้

การสมัครส่งประวัติทางเนทก็ได้ถ้าเค้าบอกว่าได้ หรือถ้าไม่ว่าอะไร walk in ดีกว่า

การ walk in ดีเหมือนกันนะครับ ได้ออกนอกบ้าน ดูองค์กรดูที่ดูคน แถมยังได้โอกาสสัมภาษณ์เดี๋ยวนั้นเลย

แน่นอน อย่าส่งแค่ที่เดียว เน้นปริมาณเข้าไว้ ยิงถี่เลย

มีเพื่อนคนหนึ่งหางานโดยเน้นแต่จะใช้เส้น(เพราะคิดว่ามี) และเมื่อบอกให้ไปร่อนเพิ่มก็ไม่ไป พอไม่ได้ก็มาบ่นลำบาก ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้เท่าไรนักเพราะจะทำให้เสียเวลาเปล่าๆ

ต่อไป หากทางฝ่ายบุคคลโทรมาให้ไปสัมภาษณ์

สิ่งที่ต้องทำคือ ถามว่าบริษัทไหน ตำแหน่งอะไรให้ชัดเจน บางทีเราต้องไปเขียนใบสมัครอีกรอบ ถ้าไปที่ไม่ถูกให้ถามไปเลย แต่อันนี้ไม่ได้ถามก็โทรไปบริษัทถามเอาทีหลังได้ยกเว้นว่าเค้าใจร้ายไส้ระกำเกินก็พิจารณาองค์กรใหม่แล้วกัน

สำหรับบางคนจะเจอประกันก่อนเลย เจอเยอะมาก ไทยประกันกับพรูเดนเชียลและPerfect and Success มีแม้แต่herbal life งานนี้ปฏิเสธไปตามตรงหรือบอกว่ามีงานแล้วก็ได้ ถ้าตื้ออีกบอกไม่สนใจในประกันชีวิตก็ได้

แต่ก็อย่าไปมองประกันติดลบล่ะ ประกันในด้านสินค้าในความคิดคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่บางคนทำไม่เหมาะสมเท่านั้น ส่วนในด้านอาชีพก็มีคนประสบความสำเร็จหลายคน อาชีพแบบนี้อาศัยจรรยาบรรณและความไว้ใจกันสูงเลยทีเดียว เรียกว่าไม่ได้ง่ายเลยแต่บางคนมันมักง่ายrecruitคนด้วยวิธีบอกไปเป็นผู้บริหารศูนย์บ้าง อะไรบ้าง หากจะรับเป็นงานเสริมก็ย่อมได้แต่บางคนก็กันเป็นFulltimeแล้วก้าวหน้าก็มี

ที่สำคัญ งานประเภทFreelanceอื่นๆ ก็เช่นกันกับงานAgentประกัน เช่น งานเขียนบทละคร งานแปล หรืออื่นๆ เป็นงานที่เหมาะกับคนที่มีระเบียบในตัวเองสูงเพราะไม่มีใครมานั่งสั่ง แต่ต้องส่งงานตรงเวลา และการพัฒนาตัวเองก็สำคัญที่จะทำให้มีงานอยู่เสมอ ไม่ชอบคติประเภท "เงินคืองานงานคือเงิน บันดาลสุข" เท่าใดนัก อย่าเอาเงินเป็นเครื่องกำหนดความสุขเลย มีเงินให้พอใช้ไม่อัตคัตมีบ้านมีรถได้ก็พอ "งานบันดาลสุข" จะดีกว่าไหม?

ก่อนไปสัมภาษณ์

การแต่งกาย - ให้ดูให้เข้ากับองค์กรด้วย แม้ว่าสถาบันอย่างธรรมศาสตร์จะสอนให้ใส่เนคไทหรือถึงขั้นบ้าแต่งสูทไปสัมภาษณ์งาน บางทีไม่ถึงขนาดนั้นก็ได้ อย่างเช่น สำนักพิมพ์ก็แต่งให้สุภาพเสื้อแขนยาว บางที่ไม่ต้องเนคไท บางที่ต้อง ดูให้ดี งานอย่างเซลล์ งานธนาคารยังไงก็ต้องเนคไทแน่นอน

จากการพูดคุยกับเพื่อน เพื่อนที่อยู่มธ.เคยเล่าถึงรุ่นพี่คนหนึ่งไปสมัครงานธนาคารแต่งชุดมีเนคไทไป ไม่ได้งาน แต่สมัครอีกใส่สูทไปเค้าเรียกสัมภาษณ์ทันทีแถมได้งาน อันนี้ตามความคิดคิดว่ามันมากไป ในตำแหน่งอย่างเด็กจบใหม่ไม่ต้องถึงสูทก็ได้และมีเพื่อนที่ได้งานธนาคารจริงๆไม่ได้แต่งสูทไปสัมภาษณ์มาแล้ว จึงสงสัยในเรื่องนี้นักมามันจะแต่งสูทไปทำเบื๊อกอะไร ตำแหน่งเงินเดือนก็เท่ากัน(ธนาคารแห่งชาติกำหนดมา)

และจากประสบการณ์ เพราะฟังเพื่อนคนนี้แล้วเชื่อเรื่องเนคไท บอกไม่แต่งไม่มีใครเค้าให้สัมภาษณ์หรอก เลยแต่งเนคไทไปสัมภาษณ์งานเขียนที่นิตยสารแห่งหนึ่งโดนทักว่าแต่งเวอร์มาแล้ว

บางที่ก็อาจจะเน้นเนคไททั้งที่เป็นองค์กรที่ดูแล้วไม่น่าเน้นเหมือนกัน ระวังข้อนี้ด้วยว่ามันไม่เสมอไป

ส่วนสูทเค้าให้กับผู้บริหาร ปล่อยพี่คนนั้นกับเพื่อนผมบ้าไปเหอะ หุหุ เอางั้นเลย

ดังนั้นเรื่องของเนคไทและสูทนั้น จึงสรุปได้คร่าวๆว่า ไปรู้ว่าเค้าแต่งกันยังไงดีกว่า หรือถามพนักงานก็ดีเหมือนกัน หรือมองเองก็น่าจะรู้ ระวังเรื่องวันแต่งฟรีสไตล์ล่ะจะสับสนได้

ที่แน่ๆ เสื้อแขนยาว กางเกงสแล็คยืนพื้นแน่นอนสำหรับผู้ชาย ผู้หญิงคงแนะนำไม่ถูกแต่คงรู้กันอยู่แล้ว

การสัมภาษณ์

เมื่อไปถึงที่ก็จัดแต่งเผ้าผม หน้าตา เตรียมพร้อมเดินเข้าไป

เมื่อไปถึงอาจจะเจอทดสอบหรือเจอสัมภาษณ์เลยก็ได้ เช่นกัน สัมภาษณ์แล้วเจอทดสอบก็มี

งานนี้ถือว่ามีโอกาสยากและง่ายเท่าๆกัน ฝ่ายบุคคลบางคนเขี้ยว บางคนชอบกดดันเล่น

เข้าไปควรจะสวัสดีไหว้แล้วเดินไปที่เก้าอี้ นั่งหลังตรง มือห้ามท้าวโต๊ะ กระเป๋าวางด้านล่าง มองตาแต่อย่าจ้องเวลาคุย ถ้าคนสัมภาษณ์หน้าตาดีสามารถจีบได้(เฮ้ย!)

เวลาจะพูด เราอาจเป็นฝ่ายพูดก่อนเพื่อเปิดเกมก็ได้ พยายามให้เค้าพูดแล้วเค้าอาจจะคุมเกมเรา บางทีเค้าไม่รู้จะถามอะไรก็ถามแบบในหนังสือสมัครงาน แล้วยังตอบแบบหนังสือสมัครงานก็เข้าทางสิครับ การตอบนอกหนังสืออาจจะทำให้เค้าไม่ชอบใจได้เท่าๆกัน ดังนั้นเราเปิดเกมดีกว่าครับ คุมเกมซะเลย คุมการสนทนานั่นแหละ บางทีเราไม่อาจเริ่มก่อนได้ก็พยายามคุมแล้วกัน

อันว่าเรื่องการคุมการสนทนาเป็นศิลป์เฉพาะตัว ขึ้นกับสไตล์แต่ละคนด้วย แต่องค์กรบางแห่งช่างบ้า เชื่อตามหนังสือคุมการสนทนาแบบแปลกๆ เช่น หันโต๊ะและเก้าอี้ให้แสงแยงตาคนที่คุยด้วย โอ้วววว ใครคิดวะนั่น

การจะสัมภาษณ์อย่างที่ควรเตรียมคือแนะนำตัวเอง และบอกข้อดีข้อเสียของตัวเอง

ที่บอกให้โยนหนังสือสอนสัมภาษณ์ไปก็เพราะมันทำให้เราไม่เป็นธรรมชาติ ตอบแบบท่องจำ ตอบแบบรู้ๆกัน ฝ่ายบุคคลรู้นะครับ

นอกจากนี้ยังมีคนบางพวก เชื่อในเรื่องคำถามจิตวิทยามาก การที่เราตอบคำว่าอาจจะก็โดนด่าได้ หรือทำท่ากดดันในการสัมภาษณ์ตลอดเวลา หรือพวกหาข้อเสียตลอดเวลา อันนี้ส่วนตัวคิดว่าคนพวกนี้ทำลายชื่อเสียงขององค์กร และสร้างความหมางใจซะมากกว่า ถึงคุณจะบอกว่าทดสอบเราแต่เราไม่ได้มาเพื่อให้คุณทดสอบอะไรทั้งสิ้น นั่นมีไว้ตอนทดลองงาน เราเข้ามาเพื่อให้คุณรู้จักเรามากขึ้นแค่นั้นถ้ามันช่วยทดสอบอะไรคุณได้ก็ดีไปแต่มันไม่เกี่ยวกับงานจริงๆแน่นอน

เคยมีพี่ที่ทำงานแรก(ที่ๆโดนไล่ออก) บอกว่าเค้ารู้จักฝ่ายบุคคลคนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า มีคนมาสัมภาษณ์งานกับบอสของเขาแล้วบอสชอบมาก แต่ฝ่ายบุคคลบอกว่าอย่ารับพร้อมเสนอข้อเสียของคนนั้นมากถึง16ข้อโดยตัวเองไม่ได้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้บอสเชื่อและไม่รับคนนั้น คุณคิดอย่างไรกับคนแบบนี้ล่ะครับ

งานบางงานมองหน้าตา บุคลิก เพราะจำเป็น รู้ตัวกันหน่อยแล้วกันจะได้ปรับปรุง แต่บางงานกลับเลือกคนเลือกบุคลิกแบบแปลกๆ เชื่อโหงวเฮ้งเกินพิกัด เช่น คิ้วชนกันเชื่อใจไม่ได้ ถามจริงว่าคิ้วชนกันกับคิ้วเชื่อมมีสักกี่คนที่แยกออก คิ้วชนกันหมายถึงคิ้วดำๆชนกันนะครับ แบบนั้นหายากมากๆ เจอแต่คิ้วเชื่อมเจ้าชู้+สเน่ห์แรง(แบบคนเขียน)ซะมากกว่า เรียกว่าไม่รู้จริงแต่อวดรู้โหงวเฮ้งก็มี(ที่ศึกษาเพราะน้อยใจญาติตัวเองที่เอาแต่บอกว่าเราไว้ใจไม่ได้แต่คนไม่รู้จริงโหงวเฮ้งมีเยอะ)

ทำอย่างไรเมื่อได้งาน

ยินดีด้วย คุณได้งานแล้ว แต่ขอให้คิดถึงอนาคต ความฝันไว้ให้ได้ดี อย่าคาดหวังกับงานมากเกินไป การจะต้องเปลี่ยนงานอีกครั้งก็ไม่แปลกแต่การเปลี่ยนงานบ่อยๆไม่ใช่ผลดีกับเรานักด้วย

ทำอย่างไรเมื่อไม่ได้งาน

อย่าเสียใจ ไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรมาอธิบายการไม่ได้งาน จงมุ่งมั่นต่อไป งานบางงานไม่ดีอย่างที่คิดก็ได้ คนที่ได้ไปอาจคิดผิดอย่างแรงทีเดียว เรายังไม่ตายก็ต้องสู้ต่อไป

ส่งท้าย

entryนี้อาจจะใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือคนเขียนมีอคติ ประสบการณ์แปลกๆไปบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย หวังว่าจะได้ประโยชน์กันบ้างไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา เด็กจบใหม่ คนหางานและคนทำงานแล้วก็ตาม

ของแถมทีเด็ด

หากอยากลองเป็นนักมายากลลองดูเขาคนนี้ครับ Daniel Chesterfield

Daniel คนนี้อยากเป็นนักมายากลมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกับ David Copperfield ที่เล่นมายากลจนรู้ตัวว่าต้องเป็นนักมายากลให้ได้ตั้งแต่เด็กและพ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ แต่สำหรับ Daniel แล้วตรงข้ามครับ

แต่รู้ไหมครับว่าเวลาผ่านไปทำให้ Daniel เมื่ออยู่ในวัยที่โตขึ้นเขาก็พัฒนาตัวเองไปสู่การแสดงมายากลอีกขั้น

http://www.youtube.com/watch?v=3Er7gJbhYFw

แล้วคุณจะอึ้งในการแสดงของ Daniel Chesterfield เหมือนกับผมครับ:p

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากจบไวๆมีงานทำจังเลย T^T

#1 By `` P i n K A p p l E ™ on 2006-07-28 20:12

ขอบคุนครับจะเก็บไว้เป็นความรู้ตอนเรียนจบ

#2 By dong=ดอง,โด่ง on 2006-07-28 20:46

อ่านไม่หมด ปวดตาอ่ะค่ะ
หนูว่านะ พี่เม่นไปเปิดโรงเรียนสอนคนสมัครเข้าทำงานดีก่า น่าจะรุ่ง อิอิ

#3 By r a p p e l e r * on 2006-07-29 14:09

ตอนนี้อยู่วิดวะค่ะพี่ ถึงหนูเรียนสายวิทย์มาแต่ก็ใช่ว่าจะชอบ
สอบเข้ามาได้.... ก็เพราะคะแนนไทยสังคมอังกฤษ คิดแล้วอนาถใจทุกที =_=
หนูเคยอยากเรียนอักษรล่ะ แต่โดนไซโคมาว่า ที่อยากเรียนน่ะ
เพราะได้อิทธิพลจากพี่สาวแน่เลย พี่หนูจบมนุษย์เอกอังกฤษค่ะ
สุดท้ายหนูก็มองแต่สายวิทย์ แล้วก็มาลงที่วิดวะ(ด้วยความเต็มใจ)
แต่พอเรียนแล้ว ไม่ชอบเลย ไม่อยากอยู่กับมันแล้ว นรกชัด ๆ
ตอนนี้ว่าจะซิ่วไปทางอักษรอะค่ะ เปลี่ยนคณะค่ะ
กลัวเหมือนกันว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวสู้เด็กศิลป์ไม่ได้ เฮ่อ -_-"

ปล. ชื่อหนัง... หนูอ่านเอาชื่อจากซับไทยข้างล่างค่ะ แฮ่ๆ

#4 By *Bua on 2006-07-30 09:25

ม.ปลายแล้ว...
จุดหมายในชีวิตก็ยังเหมือนเดิมค่ะ....ถ้าพ้นเอ็นทรานซ์เมื่อไหร่ก็ลุยเมื่อนั้น

#5 By มุกส์มิกส์ (124.120.162.16) on 2006-07-31 22:58

อยากเรียนจบเร็วๆอ่ะคับ
จได้ไปสมัครงานบ้าง

#6 By Taiki-Aik on 2006-08-01 21:27